Acting กับงาน 3D Animation (ตอนที่ 1)
หวัดดีครับ animator ทั้งหลาย!!
ยินดีต้อนรับกลับสู่ Animation Tips and Tricks!! ครั้งที่แล้วเราคุยกันเรื่อง scene ที่มีตัวละครมากกว่าหนึ่งตัว และพูดเจาะจงไปในเรื่องว่ามันสำคัญขนาดไหนที่จะต้องปล่อยให้ตัวละครรองๆ ของ scene ทำ action ที่รองๆ ลงมา แล้วก็คุยว่าคุณจะทำยังไงในการพยายามรักษาให้ใน scene ของคุณมีตัวละครหลักแค่หนึ่งตัวต่อหนึ่งช่วงเวลา แล้วก็จะใช้ความรู้ในเรื่องการจัดองค์ประกอบ การวางตำแหน่งตัวละคร และการเคลื่อนไหวของตัวละครยังไงในการดึงสายตาของผู้ชมให้สามารถติดตามและเข้าใจสิ่งต่างๆ โดยส่วนสำคัญของเรื่องไม่ตกหล่น ถึงแม้ว่าจะมีตัวละครพูดคุยกันอยู่หลายตัว หรือ ถึงแม้ว่า scene นั้นจะดูวั่นวายขนาดไหน
ถ้าคุณได้อ่าน Animation Tips and Tricks มามากว่าสองสามบทความแล้ว คุณคงเห็นแหละว่าผมก็โดดไปโดดมาสุ่มๆเอาแหละว่าแต่ละครั้งจะเขียนเรื่องอะไรดีให้ดูน่าสนใจ(ส่วนใหญ่แต่ละตอนก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันเท่าไหร่) และเพื่อคงประเพณีความไม่เกี่ยวเนื่องนี้…ครั้งนี้ผมจะโดดใหญ่ๆ ออกนอกเรื่อง “โลกของการประยุกต์ทฤษฏี Animation นำไปใช้งาน” แล้วอ้อมออกไปเล็กๆ ไปคุยเรื่องเบาๆ ชิลๆ กันสักเล็กน้อย
ครั้งนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง acting แค่นิดหน่อย
ไม่ได้จะพูดว่า “ทำยังไง” แต่จะพูดว่า “ทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรพยายามทำ”
เอาล่ะ.. งั้นขอยิงคำถามสดแบบไม่ให้ตั้งตัว.. ใครเป็นนักแสดงมั่งยกมือขึ้น?
มีใครมั้ยครับ?
โอเค.. เอ่ออ.. จริงๆแล้วนั่นเป็นคล้ายๆ ปัญหาเชาวน์นะ.. เพราะถ้าหาคุณเป็น Animator…คุณ “เป็น” นักแสดง” ถ้าหากว่าคุณอยากเป็น animator ก็แปลว่าคุณกำลังลงทะเบียนเรียนวิชาการแสดงแบบตลอดชีพแล้วล่ะ และผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะที่คุณจะคิดถึงตัวคุณเองแบบที่ผมบอกเนี่ย
เทคนิคประจำวันนี้ Animator ที่ดีก็คือ “นักแสดง” ที่ดี และนี่ควรจะเป็นเป้าหมายของพวกคนทุกคน
ไม่เชื่อผมเหรอ?
โอเค..งั้นงานของนักแสดงคืออะไร? งานของนักแสดงก็คือการ “เป็น” ตัวละครตัวใด้ตัวหนึ่งให้ได้สมบูรณ์มากจนกระทั่งเขาสามารถแสดงและสื่อสารจนผู้ชมเชื่อได้อย่างหมดใจ งานของนักแสดงก็คือการรับเอาแนวทางการแสดงมาจากผู้กำกับ แล้วสื่อประเด็นของเรื่องออกมา สื่ออารมณ์ และการแสดงออกมา.. สื่อทั้งหมดนี้โดยไม่มีบทพูดได้- ถ้าจำเป็นต้องไม่พูด
แล้วนั่นมันต่างจากงานของ animator ตรงไหน?
พวกเราก็ทำงานแบบเดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ว่านอกเหนือไปจากงานของนักแสดง พวกเราต้องเป็นเจ้าแห่งกลไกการเคลื่อนไหวร่างกาย เจ้าแห่งกฏฟิสิกซ์ และมีความสามารถด้านศิลปะด้วย (เพราะต้องวางองค์ประกอบภาพ, ตำแหน่งตัวละคร, silhouette และอื่นๆ) ความจริงแล้ว… ถ้าผมจะเถียง.. ผมอยากจะบอกว่างานของพวกเรายากกว่าของนักแสดงซะอีก เพราะนอกจากพวกเราต้องทำแทบทั้งหมดที่นักแสดงทำแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังต้องสามารถตีและอ่านการแสดงให้ออกมาเป็น 24 ภาพต่อวินาทีให้ได้อีกต่างหาก!
นักแสดงมีชีวิตที่หรูหราอู้ฟู่ในโลกของความเป็นจริง พวกเค้ามีของจริงๆ เป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มีนักแสดงจริงๆ ให้ต่อบทด้วย ถ้านักแสดงจะต้องเล่นบทที่หุนหันออกจากห้องไป เค้าก็แค่พยายามนึกว่าเค้าเป็นตัวละครตัวนั้น พยายามรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละครอย่างลึกที่สุดและจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็แค่รู้แน่ๆ ว่าตำแหน่งที่เขาต้องเดินไปเดินมาคือจุดไหนบ้าง แล้วก็นั่นแหละ.. เค้าก็เริ่มเล่นได้เลย พรวดพราดเปิดประตูออกจากห้อง-โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ-แล้วกระแทกประตูปิดตามหลัง
นักแสดงคนนั้นไม่ต้องคิด .. “โอเค… ตอนนี้เราต้องโกรธมากๆๆๆ แล้วเราต้องวิ่งพรวดไปที่ประตูนะ…แล้ว..อืมมม…โอเค..งั้น.. ก่อนอื่นเราต้องก้าวเท้าซ้าย เพราะฉะนั้นเราต้องบิดสะโพกมาอยู่เหนือขาขวา และหมุนกันตามแกน x เพื่อที่ว่าสะโพกด้านขวาจะได้ยกสูงขึ้นตอนที่น้ำหนักตัวทั้งหมดย้ายลงมาอยู่ที่ขาขวา .. โอ้… งั้นต้องไม่ลืมที่จะปรับสมดุลของสะโพกด้วยการปรับองศาของไหล่ แล้วก็ offset overlap ของแขนเวลาที่เราเหวี่ยงตอนที่ก้าวขา ถ้าไม่งั้นเราคงหกล้ม”
ไม่ไง!! นักแสดงแค่คิดว่า “พรวดพราดออกจากห้อง” ก็แค่นั้น!! ร่างกายของเค้าจะทำทุกอย่างที่เราเพิ่งจะแยกแยะจำแนกออกมาทีละส่วน (แต่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด) ให้เค้าเองโดยอัตโนมัติ
Animator ต้องสร้างการแสดงที่ (หวังว่า) จะดูสมจริงราวกับว่าเป็นนักแสดง แต่ ต้องรู้ลึกรู้จริงว่ากลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายทำงานยังไง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย
มันไม่ใช่งานง่าย แต่…คุณเอ้ย… มันเป็นปริศนาสุดสนุกที่น่าโดดเข้ามาเล่นจริงๆ… ที่สำคัญ..เวลาที่คุณทำได้ดีนี่มันรู้สึกดีจริงๆ
คืองี้นะ – คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับ animator มากพอรู้มั้ย
จำครั้งแรกที่คุณเห็น T-Rex ใน Jurassic Park ที่กระโจนออกมาจากต้นไม้จนเกือบจะอยู่บนหลังคารถจี๊บได้มั้ย? คนทั้งโรงร้องกันลั่น!! แล้วหลังจากนั้นคนก็คุยกันว่า t-Rex น่ากลัวขนาดไหน
อะไร? T-Rex ไหน? มันไม่ใช่ของจริง!! T-Rex ไม่ได้ทำให้คนดูกลัวซะหน่อย!! Animator ต่างหากที่ทำให้คนดูกรี๊ดกันลั่นโรงขนาดนั้นน่ะ!!! แน่แหละว่าเพลงก็เกี่ยว การกำกับก็ช่วยให้ช่วงเวลานั้นน่ากลัวมากขึ้นก็จริง แต่ animator คือคนที่ทำให้ไดโนเสาร์เหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาได้จนทำให้คนดูกรี๊ดกันลั่นโรงนะ
เจ๋งป๊ะล่ะ!!!!??
หรือจะพูดถึง Buzz กับ Woody ใน Toy Story? มีกี่ครั้งที่คุณได้ยินเด็กๆ พูดกันว่า Buzz กับ Woody ตลกแค่ไหน?
แต่จริงแล้ว Buzz กับ Woody ไม่เคยทำให้ใครหัวเราะนะ ไม่เคยทำให้ใครร้องไห้, หรือ กรี๊ด หรือ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครเลยด้วย เพราะจริงๆ Buzz กับ Woody เป็นแค่ความคิด..เป็นแค่การคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ แค่นั้นเอง!! Buzz กับ Woody เป็น file ที่เต็มไปด้วยหน่วยความจำหลายๆ บิตส์ หลายๆ ไบท์ เต็มไปด้วยเลขหนึ่งเลขศูนย์มากมาย!!
Animator ที่ pixar ต่างหากที่เป็นคนให้ลมหายใจแก่ Buzz กับ Woody ที่เด็กๆ ทั่วโลกต่างเชื่อ.. และเชื่อจากใจจริงซะด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงเวลา 80 นาทีนั้นก็เถอะ ว่าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตจริงๆ เชื่อว่า Buzz มีความรู้สึก และเชื่อว่า Woody มีความฝัน
และนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากนะ..ถ้าคุณถามผม… มันเป็นสิงที่ใกล้เคียงกับ “magic” มากที่สุด
หวัดดีครับ animator ทั้งหลาย!!
ยินดีต้อนรับกลับสู่ Animation Tips and Tricks!! ครั้งที่แล้วเราคุยกันเรื่อง scene ที่มีตัวละครมากกว่าหนึ่งตัว และพูดเจาะจงไปในเรื่องว่ามันสำคัญขนาดไหนที่จะต้องปล่อยให้ตัวละครรองๆ ของ scene ทำ action ที่รองๆ ลงมา แล้วก็คุยว่าคุณจะทำยังไงในการพยายามรักษาให้ใน scene ของคุณมีตัวละครหลักแค่หนึ่งตัวต่อหนึ่งช่วงเวลา แล้วก็จะใช้ความรู้ในเรื่องการจัดองค์ประกอบ การวางตำแหน่งตัวละคร และการเคลื่อนไหวของตัวละครยังไงในการดึงสายตาของผู้ชมให้สามารถติดตามและเข้าใจสิ่งต่างๆ โดยส่วนสำคัญของเรื่องไม่ตกหล่น ถึงแม้ว่าจะมีตัวละครพูดคุยกันอยู่หลายตัว หรือ ถึงแม้ว่า scene นั้นจะดูวั่นวายขนาดไหน
ถ้าคุณได้อ่าน Animation Tips and Tricks มามากว่าสองสามบทความแล้ว คุณคงเห็นแหละว่าผมก็โดดไปโดดมาสุ่มๆเอาแหละว่าแต่ละครั้งจะเขียนเรื่องอะไรดีให้ดูน่าสนใจ(ส่วนใหญ่แต่ละตอนก็ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันเท่าไหร่) และเพื่อคงประเพณีความไม่เกี่ยวเนื่องนี้…ครั้งนี้ผมจะโดดใหญ่ๆ ออกนอกเรื่อง “โลกของการประยุกต์ทฤษฏี Animation นำไปใช้งาน” แล้วอ้อมออกไปเล็กๆ ไปคุยเรื่องเบาๆ ชิลๆ กันสักเล็กน้อย
ครั้งนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง acting แค่นิดหน่อย
ไม่ได้จะพูดว่า “ทำยังไง” แต่จะพูดว่า “ทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรพยายามทำ”
เอาล่ะ.. งั้นขอยิงคำถามสดแบบไม่ให้ตั้งตัว.. ใครเป็นนักแสดงมั่งยกมือขึ้น?
มีใครมั้ยครับ?
โอเค.. เอ่ออ.. จริงๆแล้วนั่นเป็นคล้ายๆ ปัญหาเชาวน์นะ.. เพราะถ้าหาคุณเป็น Animator…คุณ “เป็น” นักแสดง” ถ้าหากว่าคุณอยากเป็น animator ก็แปลว่าคุณกำลังลงทะเบียนเรียนวิชาการแสดงแบบตลอดชีพแล้วล่ะ และผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะที่คุณจะคิดถึงตัวคุณเองแบบที่ผมบอกเนี่ย
เทคนิคประจำวันนี้ Animator ที่ดีก็คือ “นักแสดง” ที่ดี และนี่ควรจะเป็นเป้าหมายของพวกคนทุกคน
ไม่เชื่อผมเหรอ?
โอเค..งั้นงานของนักแสดงคืออะไร? งานของนักแสดงก็คือการ “เป็น” ตัวละครตัวใด้ตัวหนึ่งให้ได้สมบูรณ์มากจนกระทั่งเขาสามารถแสดงและสื่อสารจนผู้ชมเชื่อได้อย่างหมดใจ งานของนักแสดงก็คือการรับเอาแนวทางการแสดงมาจากผู้กำกับ แล้วสื่อประเด็นของเรื่องออกมา สื่ออารมณ์ และการแสดงออกมา.. สื่อทั้งหมดนี้โดยไม่มีบทพูดได้- ถ้าจำเป็นต้องไม่พูด
แล้วนั่นมันต่างจากงานของ animator ตรงไหน?
พวกเราก็ทำงานแบบเดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ว่านอกเหนือไปจากงานของนักแสดง พวกเราต้องเป็นเจ้าแห่งกลไกการเคลื่อนไหวร่างกาย เจ้าแห่งกฏฟิสิกซ์ และมีความสามารถด้านศิลปะด้วย (เพราะต้องวางองค์ประกอบภาพ, ตำแหน่งตัวละคร, silhouette และอื่นๆ) ความจริงแล้ว… ถ้าผมจะเถียง.. ผมอยากจะบอกว่างานของพวกเรายากกว่าของนักแสดงซะอีก เพราะนอกจากพวกเราต้องทำแทบทั้งหมดที่นักแสดงทำแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังต้องสามารถตีและอ่านการแสดงให้ออกมาเป็น 24 ภาพต่อวินาทีให้ได้อีกต่างหาก!
นักแสดงมีชีวิตที่หรูหราอู้ฟู่ในโลกของความเป็นจริง พวกเค้ามีของจริงๆ เป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มีนักแสดงจริงๆ ให้ต่อบทด้วย ถ้านักแสดงจะต้องเล่นบทที่หุนหันออกจากห้องไป เค้าก็แค่พยายามนึกว่าเค้าเป็นตัวละครตัวนั้น พยายามรู้สึกถึงอารมณ์ของตัวละครอย่างลึกที่สุดและจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วก็แค่รู้แน่ๆ ว่าตำแหน่งที่เขาต้องเดินไปเดินมาคือจุดไหนบ้าง แล้วก็นั่นแหละ.. เค้าก็เริ่มเล่นได้เลย พรวดพราดเปิดประตูออกจากห้อง-โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ-แล้วกระแทกประตูปิดตามหลัง
นักแสดงคนนั้นไม่ต้องคิด .. “โอเค… ตอนนี้เราต้องโกรธมากๆๆๆ แล้วเราต้องวิ่งพรวดไปที่ประตูนะ…แล้ว..อืมมม…โอเค..งั้น.. ก่อนอื่นเราต้องก้าวเท้าซ้าย เพราะฉะนั้นเราต้องบิดสะโพกมาอยู่เหนือขาขวา และหมุนกันตามแกน x เพื่อที่ว่าสะโพกด้านขวาจะได้ยกสูงขึ้นตอนที่น้ำหนักตัวทั้งหมดย้ายลงมาอยู่ที่ขาขวา .. โอ้… งั้นต้องไม่ลืมที่จะปรับสมดุลของสะโพกด้วยการปรับองศาของไหล่ แล้วก็ offset overlap ของแขนเวลาที่เราเหวี่ยงตอนที่ก้าวขา ถ้าไม่งั้นเราคงหกล้ม”
ไม่ไง!! นักแสดงแค่คิดว่า “พรวดพราดออกจากห้อง” ก็แค่นั้น!! ร่างกายของเค้าจะทำทุกอย่างที่เราเพิ่งจะแยกแยะจำแนกออกมาทีละส่วน (แต่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด) ให้เค้าเองโดยอัตโนมัติ
Animator ต้องสร้างการแสดงที่ (หวังว่า) จะดูสมจริงราวกับว่าเป็นนักแสดง แต่ ต้องรู้ลึกรู้จริงว่ากลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายทำงานยังไง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย
มันไม่ใช่งานง่าย แต่…คุณเอ้ย… มันเป็นปริศนาสุดสนุกที่น่าโดดเข้ามาเล่นจริงๆ… ที่สำคัญ..เวลาที่คุณทำได้ดีนี่มันรู้สึกดีจริงๆ
คืองี้นะ – คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับ animator มากพอรู้มั้ย
จำครั้งแรกที่คุณเห็น T-Rex ใน Jurassic Park ที่กระโจนออกมาจากต้นไม้จนเกือบจะอยู่บนหลังคารถจี๊บได้มั้ย? คนทั้งโรงร้องกันลั่น!! แล้วหลังจากนั้นคนก็คุยกันว่า t-Rex น่ากลัวขนาดไหน
อะไร? T-Rex ไหน? มันไม่ใช่ของจริง!! T-Rex ไม่ได้ทำให้คนดูกลัวซะหน่อย!! Animator ต่างหากที่ทำให้คนดูกรี๊ดกันลั่นโรงขนาดนั้นน่ะ!!! แน่แหละว่าเพลงก็เกี่ยว การกำกับก็ช่วยให้ช่วงเวลานั้นน่ากลัวมากขึ้นก็จริง แต่ animator คือคนที่ทำให้ไดโนเสาร์เหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาได้จนทำให้คนดูกรี๊ดกันลั่นโรงนะ
เจ๋งป๊ะล่ะ!!!!??
หรือจะพูดถึง Buzz กับ Woody ใน Toy Story? มีกี่ครั้งที่คุณได้ยินเด็กๆ พูดกันว่า Buzz กับ Woody ตลกแค่ไหน?
แต่จริงแล้ว Buzz กับ Woody ไม่เคยทำให้ใครหัวเราะนะ ไม่เคยทำให้ใครร้องไห้, หรือ กรี๊ด หรือ เป็นแรงบันดาลใจให้ใครเลยด้วย เพราะจริงๆ Buzz กับ Woody เป็นแค่ความคิด..เป็นแค่การคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ แค่นั้นเอง!! Buzz กับ Woody เป็น file ที่เต็มไปด้วยหน่วยความจำหลายๆ บิตส์ หลายๆ ไบท์ เต็มไปด้วยเลขหนึ่งเลขศูนย์มากมาย!!
Animator ที่ pixar ต่างหากที่เป็นคนให้ลมหายใจแก่ Buzz กับ Woody ที่เด็กๆ ทั่วโลกต่างเชื่อ.. และเชื่อจากใจจริงซะด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงเวลา 80 นาทีนั้นก็เถอะ ว่าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตจริงๆ เชื่อว่า Buzz มีความรู้สึก และเชื่อว่า Woody มีความฝัน
และนั้นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากนะ..ถ้าคุณถามผม
มันเป็นสิงที่ใกล้เคียงกับ “magic” มากที่สุด



