• Home
  • About Animania
  • Authors
    • Pink ‘s Biography
  • Tips & Tricks
    • Volumn I
  • Activities
    • Training
    • Interview
  • All Posts
  • Video Clips

ในโลก 3D Animation.. กระพริบตาก็มีความหมาย (ตอนที่ 2)

คนเรากระพริบตาอย่างมีสาเหตุ

สำหรับโลก 3D Animation การกระพริบตาเป็นมากกว่าปฏิกิริยาทางร่างกายเมื่อมีอาการตาแห้ง

การกระพริบตาเป็นกุญแจในการสื่อสารอารมณ์ ไม่เชื่อลองเปิดหนังเรื่องโปรดของคุณดูสิ แล้วสังเกตการกระพริบตาของนกแสดงเก่งๆ

เค้ากระพริบตาเมื่อไหร่? ทำไม? การกระพริบตาครั้งนั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบไหน? แล้วมันทำให้คุณที่เป็นคนดูรู้สึกยังไง?

ทันใดนั้นเอง คุณจะเห็นว่าจำนวนของการกระพริบตามีผลกับเรื่องอารมณ์อย่างมาก การกระพริบตาถี่ๆ หมายถึงว่าตัวละครกำลังอาย หรือ กระวนกระวาย หรือ อัดอัด หรือ ไม่ก็โล่งใจ หรือไม่ก็กำลังจะร้องไห้ ส่วนถ้าไม่กระพริบตาเลยก็หมายถึงว่า โกรธ อึ้ง ตาย หรือไม่ก็เครียดจัด

ลองดู Forrest Gump ที่ Tom Hanks เล่นเป็นตัวอย่างก็ได้ ฉากที่เค้าได้เห็นหน้าลูกชายเป็นครั้งแรก ทันทีที่เค้ารู้ว่าเด็กคนนี้คือลูกชายของเค้า เค้าหยุดกระพริบตาทันที เค้าจ้องเขม็ง Tom Hanks ไม่กระพริบตาเพื่อที่จะสื่อความคิดของตัวละครที่เค้าเล่นว่ากำลังอยู่ในสภาวะตึงเครียดเมื่อได้รู้ความจริง หลังจากนั้นเค้ากระพริบตา และทันใดนั้นเอง… อารมณ์ต่อมาก็ถูกสื่อออกมา..ความรู้สึกผิด เค้ารู้สึกผิด เค่าน่าจะอยู่ที่นั่นเพื่อเลี้ยงดูลูกชายของเค้าไม่ใช่เหรอ นี่เค้าทำผิดอะไรไปรึเปล่า  ตอนนั้นเองที่เค้ากระพริบตาถี่และเร็ว เพื่อที่จะสื่อความกระอักกระอ่วน ความเป็นห่วงเป็นใย แล้วความคิดต่อมาก็ผุดขึ้นในหัว “เค้าเป็นเหมือนผมมั้ย เค้าเป็นเด็กช้าเหมือนผมที่เป็นรึเปล่า” เค้าไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมาทันที แต่คุณจะรู้สึกได้เลยว่าเค้าคิดอย่างนั้นเพราะว่าเค้าหยุบกระพริบตา แล้วกลับเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอีกครั้ง แล้วเค้าค่อยๆ รวบรวมความกล้าในการถาม Jenny ว่า.. “เค้าเป็นเด็กฉลาดมั้ย? เอ่ออ… หรือว่าเค้า…?” ด้วยดวงตาเบิกโพลง จ้องลึกลงไปในตาของคู่สนทนา แทบจะกลัวที่จะได้ยินคำตอบ “เค้าเป็นเด็กที่เก่งที่สุดในห้องเลยล่ะ” แล้วเค้าก็กลับมากระพริบตาอีกครั้ง ..ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกโล่งใจ

Scene นี้ทั้ง scene เป็น scene ที่น่าทึ่งมากสำหรับเรื่องดวงตา เค้าทำได้แม้กระทั่งถามว่า “ขอผมไปเจอลูกได้มั้ย?” ด้วยดวงตาของเค้า ก็แน่ละว่าศรีษะของเค้าก็เคลื่อนไหวประกอบไปกับการถามนั้นด้วย แต่ 90% มันอยู่ที่ดวงตา แล้วคุณก็รู้ได้เลยว่าเค้าถามว่าอะไร เหมือนเค้าพูดบทสนทนาโดยไม่ได้เปิดปากด้วยซ้ำ แล้วมันก็ดูจริง สำหรับผมมันเป็นฉากที่เยี่ยมสุดๆ และก็เป็นสิ่งที่เราควรศึกษาเอามาเป็นตัวอย่างในการทำงานด้วย

ดังนั้น คำถามแรกของคุณเกี่ยวกับการกระพริบตาก็คือ “ตอนนี้ตัวละครของเราอยู่ในสภาวะอารมณ์แบบไหน? การกระพริบครั้งนี้ตอบสนองเหตุการณ์อะไร? แล้วมันทำให้คนดูรู้สึกยังไง?” แล้วหลังจากนั้นค่อยถามต่อว่า (ซึ่งก็เป็นคำถามที่สำคัญพอๆ กัน) “แล้วปกติเวลาฉันรู้สึกอย่างนี้ฉันกระพริบตายังไง? เพื่อนฉันกระพริบตายังไงในสถาณการณ์นี้? ดาราคนโปรดของฉันเค้ากระพริบตายังไงนะตอนที่เราดูเค้าเล่นในฉากนั้นเมื่อวันก่อนน่ะ?”

คิดให้ตกว่าสภาวะทางอารมณ์ของตัวละครของคุณเป็นยังไง แล้วไปศึกษาดูว่าในโลกของความเป็นจริงสภาวะอารมณ์นั้นเป็นยังไง แล้วหลังจากนั้นก็ไปดูซิว่าในสภาวะนั้น เปลือกตาเรามีการเคลื่อนไหวยังไงบ้าง หรือไม่ก็ลองแสดง scene นั้นซ้ำๆ ดูเองก็ได้ แสดงจนรู้สึกว่าบทพูดนั้นไม่ได้เป็นบทที่ต้องท่องจำแล้ว แสดงซ้ำๆ จนรู้สึกว่าคุณกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์นั้นจริงๆ แล้วก็อัดวีดีโอไว้แล้วก็ศึกษาจากวีดีโอนั้น

แค่นั้นแหละจริงๆ แล้วก็ง่ายๆ แค่นั้นเอง ก็เหมือนการทำ animation scene อื่นๆ ให้น่าเชื่อนั่นแหละ หลักก็คือ คุณจะไม่ทำอะไรอย่างไม่มีเหตุผลใช่มั้ยล่ะ เหมือนกับว่าคุณจะไม่ทำให้ตัวละครของคุณขยับนิ้วถ้าไม่รู้ว่าจะขยับไปทำไม เพราะฉะนั้น ดวงตา (และการกระพริบตา) ก็เหมือนกัน … อย่าขยับอะไรในตัวละครของคุณถ้าไม่รู้ว่าจะขยับไปทำไม เพื่อที่ว่าเมื่อไหร่ที่มีคนบอกคุณว่าไหนขยับนี่ซิ แล้วกระดิกโน่นซิ (ยกเว้นว่าจะเป็นการขยับส่วนที่เล็กมากจริงๆ เพื่อให้การเคลื่อนที่มันไม่ดู perfect เกินไปอ่ะนะ) คุณก็จะได้ตอกเค้ากลับไปเลยว่า “ใสเจีย…ไม่ล่ะ” (แต่มีข้อยกเว้นนะ ถ้าหากคนที่บอกให้คุณขยับโน่นนี่อย่างไร้เหตุผลคนนั้นเป็น animation director ของคุณล่ะก็.. ผมว่าไม่ดีแน่ถ้าคุณเซย์โนใส่เค้าอ่ะ ถ้าเค้าเป็นหัวหน้าคุณ.. คุณควรจะรีบตอบกลับไปว่า “ได้เลยครับ จัดให้ทันทีเลย” ถึงแม้ว่าในใจคุณก็อาจจะคิดว่า… “โธ่ว๊อยย.. ทำไม animation director ของตรูไม่ไปลงเรียนที่ Animation Mentor ซะหน่อยว๊า” ก็เถอะ)

ผมพูดถึงไหนแล้วนะ? อ๋อใช่… ตรงที่อย่าขยับโน่นนี้พร่ำเพรื่อไร้เหตุผล..ถึงจะเป็นแค่การกระพริบตาก็เถอะ

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการกระพริบตาก็คือ “เพื่อแสดงระบบความคิด” บางครั้งคนเราก็กระพริบตาเพื่อความชุ่มชื้นของดวงตา..ผมไม่เถียง แล้วเราก็กระพริบตาเวลาหันหน้าด้วย..ก็จริง แล้วเราก็กระพริบตาเวลาที่เราเปลี่ยนทิศทางการมององศาเยอะๆ…ก็ถูก ทั้งหมดนั่นเป็นกฏของการกระพริบตา แต่สำหรับผม..

เวลาที่สำคัญที่สุดที่จะกระพริบตาคือเวลาที่เราเกิดการ “เปลี่ยนระบบความคิด” เวลาที่เรากำลังมีไอเดีย หรือเปลี่ยนจากอารมณ์หนึ่งไปเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง หรือเวลาที่เราตระหนักอะไรบางอย่าง นั่นเป็นนาทีทองของการกระพริบตาเลยล่ะ เป็นจังหวะที่เหมาะสุดๆ ที่จะใส่การกระพริบตาลงไปตรงนั้น เพราะมันจะยกระดับจาก scene ที่ดี เป็น scene ที่เยี่ยมได้ในทันที

มันมีหนังสือที่เยี่ยมมากเลืมนึงชื่อว่า “In the Blink of An Eye” เขียนโดย Walter Murch ซึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งมากๆ Murch เป็นคนทำหนังและ ทำ sound ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก ได้รับรางวัลออสการ์มากมาย งานเจ๋งๆ ของเค้าก็เช่น Apocalypse Now, The Godfather Part II, The English Patient และ The Talented Mr. Ripley ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่นนั้นที่เค้าเขียน เป็นเทฤษฎีที่ว่า “เรากระพริบตาเพื่อตัดต่อหนังชีวิตของเรา” เรากระพริบตาตลอดทั้งวันเพื่อที่จะตัดภาพจาก scene หนึ่งไปยังอีก scene หนึ่งต่อไปเรื่อยๆ แล้วเค้าก็ใช้ทฤษฎีนี้แหละในการตัดหนังของเค้า เค้าคอยหาว่าจังหวะไหนที่ตัวละครหลักของเค้ากระพริบตา เค้าก็จะใช้จังหวะนั้นแหละเป็นจัวหวะตัดภาพ โดยคิดว่านั่นจะเป็นจังหวะที่เป็นดูธรรมชาติที่สุดสำหรับคนดูด้วย

ในฐานะที่เป็น Animator ทำ 3D Animation เราก็จะขโมยความคิดนี้มาใช้แล้วก็เอามาใส่ในงานของเรา เราสามารถศึกษาสิ่งที่เขาสังเกตุเห็นนี้ดูได้ แล้วเราก็จะพบคำตอบแบบเดียวกันนั่นแหละว่า

มนุษย์เรากระพริบตาเมื่อสมองของเราเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้สึกหรือความคิด

เรากระพริบตาด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่สำหรับผมเหตุผลที่สำคัญมีอยู่สองสามอย่างนี้เท่านั้น

1 เรากระพริบตาเมื่อเราเปลี่ยนกระบวนการคิด
2 เรากระพริบตาเพื่อแสดงหรือซ่อนความรู้สึก
3 เรากระพริบตาระหว่างการหันหน้าเร็วๆ

สำหรับผม สามเหตุผลข้างต้นเป็นสาเหตุ 99.9999% ของการกระพริบตาทั้งหมดที่ผมเคย animate มา แล้วผมจะบอกอะไรให้ – ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมเอากฏเรื่อง “2 วินาที” เข้ามาเกี่ยวด้วย

โอเคนะ งั้นเรามาเริ่มพูดถึงข้อสามกันก่อน เพราะว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด ในฐานะที่คุณทำ 3D Animation ปกติข้อนี้จะเป็นเหตุผลที่คุณได้ยินบ่อยสุด และใช้บ่อยที่สุด ส่วนตัวแล้วผมว่ากฏนี้ได้ผลนะ ถ้าตัวละครของคุณหันหน้าเร็วๆ ล่ะก็ ใส่การกระพริบแทรกเอาไว้ตรงช่วงกลางๆ หรือไม่ก็ใกล้ตอนจบของการหันหน้า แล้วมันจะดูเป็นธรรมชาติเลยล่ะ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมสังเกตุเห็นจากผู้คนรอบๆ ตัว จริงๆ แล้วก็เป็นกฏที่คุณควรจะจำไปใช้

ผมไม่แน่ใจว่าทำไมเราถึงกระพริบตาระหว่างที่หันหน้า แต่มันน่าจะเกี่ยวกับว่าระหว่างหันหน้ามันมีภาพที่ผ่านเข้ามาที่ตาจำนวนมากเกินไป และสมองเราก็แบบว่า “เว้ยยเฮ้ยย… เยอะไปละนะ ต้องปิดการรับภาพซักพักแล้วล่ะ” คือผมก็ไม่รู้ว่าที่ผมคิดมันถูกรึเปล่า แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าถูก แล้วผมว่ามันก็เป็นเหตุผลที่ผมรับได้ล่ะ

(อดใจอีกนิดชาว The Animania ทั้งหลาย… ตอนจบของการกระพริบตาจะมาเร็วๆ นี้จ้า)

  • (1) Comment
  • (0) Trackback
  1. Sillymonkey04-08-11

    ขอบคุณคับ ได้ความรู้มากขึ้นเยอะเลย

    (reply)

Leave a Reply

Click here to cancel reply.


Popular Posts

  • ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ
    04-16-2012
  • มาแล้ว..จะไปแล้ว!!?!? มาแล้ว..จะไปแล้ว!!?!?
    06-24-2011
  • Animate ให้ไว .. อย่าเพิ่งใส่ใจ Animate ให้ไว .. อย่าเพิ่งใส่ใจ "ขา"
    07-4-2011
  • แฉคลิ๊บ(ไม่)ลับของ แฉคลิ๊บ(ไม่)ลับของ "หนู"!!!
    07-20-2011


Recent Posts

  • สบโอกาส(จะ)ได้พบ John Cassaday สบโอกาส(จะ)ได้พบ John Cassaday
    05-18-2012
  • A Shadow of Blue A Shadow of Blue
    05-12-2012
  • ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ
    04-16-2012

Meta

  • Register
  • Log in
  • Entries RSS
  • Comments RSS
  • WordPress.org


© 2009 The Animania. All Rights Reserved
  • Home
  • Pink’s biography
  • Sitemap
  • Contact