• Home
  • About Animania
  • Authors
    • Pink ‘s Biography
  • Tips & Tricks
    • Volumn I
  • Activities
    • Training
    • Interview
  • All Posts
  • Video Clips

ความสำคัญของ “คำสำคัญ” ในงาน 3D animation

ฮัลโหล เหล่าชาว 3D Animation ทั้งหลาย!

ยินดีต้อนรับกลับสู่บทความเกี่ยวกับ Animation Tips and Tricks ของเรา ผมมาคิดๆ ดูแล้วว่าไหนๆ เราก็คุยกันมาตั้งเยอะเกี่ยวกับเรื่องหน้าและการกระพริบตาแล้ว ก็น่าจะสนุกดีถ้าเราจะมาเปลี่ยนเรื่องพูดกันซะหน่อย แล้วมาคุยเรื่องเกี่ยวกับ acting (การแสดง) และ dialogue (บทพูด) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคอนเซปต์ของ คำสำคัญ หรือภาษาทางการเรียกว่า Operative Words

เทคนิคก็คือ: การแสดงออกโดยคำนึงถึง “คำสำคัญ” ของประโยคที่เราบรรจงคัดเลือกออกมา

โอเค งั้นก่อนอื่นเลย ไอ้ Operative Words หรือ “คำสำคัญ” นี้คืออะไร?

.. Operative Words (บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “Main Words” (หรือ “คำหลัก”) คือ คำที่สำคัญที่สุดและเป็นใจความของบทพูดของคุณ บางครั้ง มันก็เป็นคำที่ถูกพูดด้วยเสียงที่ดังที่สุด แต่บางครั้งมันก็เป็นคำที่ถูกพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุดเช่นกัน ส่วนใหญ่..มันมักจะเป็นคำที่มีการเปลี่ยนแปลงของความดังค่อยและโทนเสียงมาก ที่สุดในประโยค ถึงแม้ว่าจะไม่เสมอไปก็เถอะ แต่การเลือกคำที่สำคัญที่สุดในประโยคหรือคำที่เจ๋งที่สุดของบทพูดนั้นขึ้น อยู่กับคุณเอง

(ในที่นี้ขออนุญาตใช้ทับศัพท์ว่า Operative Words ละกันนะ จะได้ฝึกให้ชินกับ Technical Term เอาไว้… The Animania)

อย่างไรก็ตาม คุณต้องเลือกสรรคำ Operative Words นั้นด้วยความระมัดระวังนะ เพราะสำหรับ 3D Animation แล้ว..ไอ้ตัวเลือก “หนึ่งคำ”ที่คุณตัดสินใจไปนี้แหละ จะมีผลกระทบกับการตัดสินใจในเรื่อง acting ของตลอดทั้ง scene นั้นของคุณอย่างมาก และเพราว่ามันสำคัญขนาดนี้ไงล่ะ ผมถึงบอกว่ามันจำเป็นแค่ไหนที่คุณจะต้องเข้าใจให้ได้ว่า operative words มันมีพลังมากกว่าที่คุณคิด

จริงๆ แล้วในทุกๆ วันของชีวิตพวกเราก็ใช้คำสำคัญ หรือ ไอ้เจ้า operative words นี้อยู่นะ เราใช้มันในเกือบจะในทุกๆ บทสนทนาที่เราพูดเลย ยกเว้นว่าคุณกำลังพูดจาแบบราบเรียบเนิบนาบไร้รสชาติไร้เสียงสูงต่ำอย่างสิน เชิง .. ไม่งั้นแล้ว โดยปกติเวลาพูดคุณก็เลือกใช้ operative words เพื่อที่จะสื่อสารข้อมูลให้ได้ถูกต้องครบถ้วนเหมาะสม (หรือเพื่อจะ “ซ่อน”ข้อมูลก็เถอะ)

แม้แต่ในประโยคสั้นๆ การเลือก operative word ที่เปลี่ยนไปก็สามารถเปลี่ยนความหมายของประโยคนั้นแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่าทำไมคำว่า operative words ถึงได้คล้ายและใกล้เคียงมากๆ กับคำว่า subtext (หรือ ความหมายที่ซ่อนอยู่เป็นนัยย์แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ)

ประโยคคลาสสิคที่เอามาเป็นตัวอย่างได้อย่างดีก็คือ “I love you.” หรือ “ผมรักคุณ” นี่แหละ แม้แต่ในประโยคที่มีแค่สามคำแบบนี้ คุณก็มีความหมาย 3 ความหมายให้เลือกใช้เลยเชียวนะ ขึ้นอยู่แค่กับนักแสดงว่าจะเลือกคำไหนเป็น operative word เช่นว่า ถ้านักแสดงเลือกที่จะให้ความสำคัญและพูดเน้นที่สุดที่คำว่า “I” หรือ “ผม” คุณก็จะได้ประโยคที่ว่า

**I** love you. หรือ **ผม**รักคุณ

ประโยคนี้แปลว่าอะไร? ลองพูดแบบออกเสียงกับตัวเองดู พูดแบบเน้นๆ ชัดๆ ใส่แรงไปที่คำแรกนะ แล้วลองฟังดูว่ามันฟังดูเป็นยังไง? ถ้ามีคนพูกแบบนี้… เค้าไม่ได้แค่พูดว่า “ผมรักคุณ” เฉยๆ ใช่มั้ยล่ะ แต่.. มันฟังเหมือนเค้ากำลังพูดว่า “ไอ้หมอนั่นมันไม่ได้รักคุณ!” ใช่มั้ย?

อ่ะ งั้นถ้าลองเลื่อนไปที่คำถัดไป เราก็จะได้แบบนี้:

I **LOVE** you. หรือ ผม**รัก**คุณ

การพูดแบบนี้คือการเน้นอยู่ที่คำว่า”รัก” และ “ความรู้สึกดำดิ่งจมลึกในความรู้สึกในห้วงรัก” นั้น เราก็จะรู้ได้เลยว่า.. การพูดแบบนี้ไม่ได้มีเรื่องมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนอย่างตัวอย่างแรกแล้ว แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของคนสองคนในห้วงรักล้วนๆ และเกี่ยวกับว่าพลังแห่งรักนั้นรุนแรงขนาดไหน ซึ่งความหมายก็ต่างจากแบบแรกอย่างสิ้นเชิง ถูกมั้ย?

อ่ะ งั้นมาดูแบบที่สาม

I Love**you**. หรือ ผมรัก**คุณ**

โอ้ววว!! ตอนนี้เราได้ความหมายที่สามที่ต่างจากสองความหมายแรกอย่างสิ้นเชิงเห็นมั้ยล่ะ!! แบบนี้เค้าพูดว่าอะไร?

ผมรัก**คุณ!!**= ผมไม่ได้รักยัยนั่น!

ตอนนี้คุณ เห็นแล้วว่า แม้แต่ประโยคที่มี 3 คำ การเลือกคำมาเป็น operative word มีผลกับการเปลี่ยนความหมายที่เป็นนัยย์ของประโยคอย่างสิ้นเชิง

แล้วพวกเราก็ทำอย่างนี้ตลอดในทุกวัน และเมื่อเรามาลองวิเคราะห์ดู มันก็ดูเหมือนเป็นเรื่อง common sense ที่ใครๆ ก็เข้าใจตรงกัน แต่แค่มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มานั่งคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น เอง แต่เป็นสิ่งที่คนที่เป็น Animator หรือ ทำงาน 3D Animation “ต้อง” ศึกษา

โอเค และนั่นก็อธิบายได้ว่า operative word คืออะไร แต่เราจะเอาสิ่งนั้นมาใช้ยังไงใน 3D Animation ล่ะ?

ก็.. มีสองสามวิธีนะ

ทางแรก ถ้าคุณกำลังอัดเสียงบทสนทนาด้วยตัวเอง

จำไว้นะว่าสำคัญมาก… ที่คำที่คุณเลือกแล้วว่าจะเป็น operative word จะต้องถูกออกเสียงอย่างชัดเจน

แต่ในฐานะของคนเป็น Animator ปกติเราก็ไม่ค่อยอัดเสียงพูดกันเองหรอก ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วความสำคัญมันเลยอยู่ที่ว่า เราต้องเข้าใจให้ได้ว่า actor หรือคนพากย์เสียงน่ะเค้าต้องการจะสื่อสารอะไรด้วยการเน้น operative word คำนั้น แล้วเราก็ต้องสื่อออกมาให้ได้อย่างที่เค้าต้องการ คนทำ 3D Animation อย่างเราต้องมีความสามารถที่จะฟังบทสนทนา (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกว่าจะได้ฟังก็หลายเดือนอยู่นะ หลังจากที่เค้าอัดเสียงกันแล้วอ่ะ) และพอได้ฟังแล้วก็ต้องจับให้ได้ว่าเค้าต้องการจะสื่ออะไร

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าเข้าใจว่าการทำงาน animate ของเราจะถูกล๊อคอยู่กับอะไรก็ตามที่ actor เค้าส่งมานะ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่แค่ถ้าคุณสามารถเชื่อมโยงการแสดงของคุณ (ซึ่งก็คือการ animate ตัวละคร) ให้เข้ากันได้กับวิธีสนทนาที่ actor เค้าเล่นมาได้มากเท่าไหร่ ชิ้นงานมันก็ดูมีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ ดูสนุก สื่อได้อารมณ์มากขึ้นเท่านั้นเอง

ดังนั้น มันเป็นเรื่องสำคัญนะที่คุณจะมีทักษะในการวิเคราะห์การสื่อสารบทสนทนา แล้วดึงคำสำคัญ หรือ operative word ต่างๆ ให้เด่นขึ้นมา และไม่ใช่แค่รู้ว่าคำไหนสำคัญที่สุด แต่รู้ด้วยว่าทำไมมันถึงสำคัญ

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกไว้ตอนนี้เลยก็คือ เราต้องระวังอย่าเลือก operative word มากเกินไป โดยทางทฏษฎีแล้วมันจะมีแค่หนึ่งคำต่อแต่ละ scene แต่ก็มีบ้างที่มีสองคำ ถ้าสมมติมันเป็นบทพูดที่ยาวมากๆ ก็อาจมีได้ถึงสามคำ แต่โดยปกติแล้วคุณก็ต้องระวังที่จะไม่จับโน่นหยิบนี่มาเป็น operative word ซะหมด ไม่งั้นงานคุณจะออกมาดู overacting

Overacting เนี่ยนะ? ใช่ครับ –

สาเหตุส่วนใหญ่ของการ overactingในความคิดเห็นของผม คือ animator (หรือก็คือ นักแสดงในโลก 3D Animation นั่นแหละ!) เลือกคำที่มาเป็น operative word จำนวนมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

ทำไมน่ะเหรอครับ? เพราะว่านอกจากประโยชน์หนึ่งของ operative word ในการเป็นตัวบอก นัยย์ความหมายที่แท้จริงของประโยคแล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นเหมือนแผนผัง หรือ แผนที่นำทางคุณในการ animate ด้วย มันเป็นเหมือนป้ายใหญ่ๆ ที่มีลูกศรชี้ลงมาว่า “แสดงท่าใหญ่ๆ ตรงจุดนี้!” หรือ “ตรงนี้แหละเล่นใหญ่จัดเต็ม!” หรือ “ถึงแล้วนะ..ตรงที่จะต้องใส่จุดเปลี่ยนใหญ่สุด เอาตรงจังหวะนี้เลย!”

จำไว้นะว่า เรา animate ให้ตัวละครของเราแสดงไปตามคำพูดเหล่านี้ เพราะว่าประโยคคำพูดของตัวละครมันพยายามจะสื่อสิ่งเหล่านี้ หรือจริงๆ แล้วต้องพูดว่า ประโยคคำพูดมัน “ต้องการ” ให้เราสื่อสิ่งเหล่านี้ออกมาให้มัน แล้วถ้าเราเลือก operative word ผิดคำ ก็แย่พอๆ กับการเลือก operative word หลายคำเกินไป แล้วมันก็จะออกมาดูเหมือน bad acting หรือคนที่เล่นละครไม่เก่ง หรือ อ่ะ … ถ้าไม่ถึงกับแย่ แต่มันก็ทำไห้ดู “แปลก” นั่นแหละ

กลับมาที่ตัวอย่าง “ผมรักคุณ” หรือ “I love you.” ของเรากันหน่อย สมมติว่าวิธีการสื่อออกมา…ประโยคนี้ถูกพูดออกมาแบบแรก หรือ แบบที่เน้นที่คำว่า “ผม” หรือ “I” ที่แปลว่า “ไอ้หมอนั่นมันไม่ได้รักคุณ!”

แล้วคุณก็มาลองนั่งฟังประโยคนี้ ที่ตรงคำว่า “I” หรือ “ผม” เป็น operative word

ทีนี้ สมมติว่าคุณเข้าใจผิด แล้วดั๊นเลือกให้ “You” หรือ “คุณ” เป็น operative word ซะงั้น อะไรจะเกิดขึ้น? การแสดงของคุณก็จะถูกแสดงออกโดยอิงคำสำคัญที่คำว่า “คุณ” แทนไงล่ะ ซึ่งท่าโพส หรือการแสดงออกใหญ่สุดก็จะไปอยู่ที่คำสุดท้าย แทนที่จะเป็นคำแรก ลองลุกขึ้นมาแสดงดูเองเลยก็ได้ แล้วดูว่ามันแปลกขนาดไหนที่จะพูดคำว่า **I** love you. โดยเน้นเสียงที่คำแรกแต่ไปทำท่าใหญ่ๆ (เช่นชี้ไปที่คนที่คุณคุยด้วย) ที่คำสุดท้าย คือคำว่า “You” เราจะเห็นอะไรแบบนี้ได้บ่อยๆ จาก Demo Reel ของนักเรียน แล้วถ้าคุณแสดงเองแล้วรู้สึกว่ามันแปลกๆ ผมจะบอกว่าเวลามันอยู่ใน animation มันยิ่งดูแปลกกว่านี้อีก!

อีกสิ่งหนึ่งที่นิยมทำพลาดกันก็คือการเลือกคำที่เป็น operative word จำนวนมากเกินไป

สมมติว่าคุณตัดสินใจว่าทั้งสามคำคือ operative words ตอนนี้คุณก็จะได้ตังละครที่ชี้มือมาที่ตัวเองตอนที่พูดว่า “ผม” กุมมือไว้ตรงตำแหน่งหัวใจตอนที่พูดคำว่า “รัก” แล้วชี้นิ้วไปที่หญิงสาวที่เค้ารักตอนที่พูดคำว่า “คุณ”

อ่ะ… อย่ามัวชักช้า ลองลุกขึ้นมาทำดูเลย .. มันน่าขันใช่มั้ยล่ะ ไม่มีใครในโลกเค้าสื่อสารด้วยท่าทางแบบนี้กันหรอก ทางเดียวที่จะนำให้ acting นี้เข้าท่าก็คือถ้าตัวละครตัวนั้นเป็นชายผู้เป็นใบ้ และใช้ภาษามือในการสื่อสาร แต่ก็อีก.. ขนาดว่ามันประหลาดขนาดนี้… คุณก็จะเห็นงานแบบนี้เยอะแยะได้ตาม Demo Reel

อ่ะ… เพราะฉะนั้นไม่ต้องต่าความยาวสาวความยืด สรุปว่า..

เลือกคำ สำคัญ หรือ operative word ของคุณ พยามจำกัดให้อยู่แค่หนึ่งหรือสองคำที่เป็นหลักสำคัญจริงๆ แล้วใช้คำเหล่านั้นเป็นจังหวะเวลาที่คุณจะ post หรือ แสดงออกท่าใหญ่ๆ ท่าทางการแสดงออกที่ใหญ่ๆ (หรือจะเป็นท่าทางการแสดงออกทั่วไปก็เถอะ) ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ตรงจังหวะที่พูด operative word การเปลี่ยนแปลงท่าโพสของร่างกายส่วนใหญ่ก็เกิดจังหวะที่เป็น operative word เนื้อใหญ่ใจความสำคัญของ scene ก็ควรจะถูกสื่อออกมาจังหวะที่เป็น operative word แล้วการเปลี่ยนสีหน้า หรือ การเคลื่อนที่บนใบหน้าหลักๆ แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ? ใช่แล้ว… ก็อย่างที่คุณเดานั่นแหละ … ต้องให้แน่ใจนะว่ามันเกิดขึ้นระหว่าง operative word

เออ ใช่.. อีกเรื่องนึง .. บางทีคุณก็ได้รับบทพูดให้ animate แต่เป็นการพูดที่สุดแสนราบเรียบนิ่งเนิบ monotone สุดฤทธิ์ ไร้ซึ่ง operative word อย่างสิ้นเชิง หรือบางครั้งคุณก็อาจได้รับบทพูดให้ animate ซึ่งเป็นบทพูดที่เต็มไปด้วย operative word ซึ่งในทั้งสองกรณี การที่บทพูดมาแบบนี้มันทำให้งานของคุณยากขึ้น แต่ยังไงมันก็ยังขึ้นกับคุณอยู่ดีว่าคุณจะทำยังไง หรือ ตัดสินใจให้ตัวละครของคุณสื่ออะไรออกมา และจะให้คำไหนเป็น operative word ที่จะทำให้การสื่อสารที่คุณต้องการนั้นประสบความสำเร็จมากที่สุด

ถ้าหากในบทพูดนั้นไม่มี operative word ในฐานะคนทำ 3D Animation คุณอาจต้องสร้างมันขึ้นมาเอง

คุณจะต้องตัดสินใจเลือกนัยย์ความหมายที่ต้องการสื่อด้วยตัวเอง เลือก operative word เอง แล้วก็ลงมือทำงานจากตรงนั้นไป หน้าที่ของคุณในฐานะคนทำ 3D Animation หรือ Animator คือรับงานที่คุณได้มาไม่ว่าจะเป็นบทพูดประเภทไหน..แล้วก็ทำให้มันเวิร์ค ถ้าหากว่าบทสนทนาที่คุณได้รับมอบหมายให้ animate นั้นถูกพูดออกมาด้วยวิธีการที่แย่จริงๆ แบบเห่ยสุดๆเลยอ่ะนะ ก็คงต้องทำใจว่างานใน scene นี้มันจะไม่ได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงแหละ แต่ยังไงคุณก็ต้องทำให้มันอย่างน้อยออกมาโอเค

นั่นมันเป็นหน้าที่หลักของคุณเลยล่ะ จริงๆ มันก็ยากอยู่ แต่ก็นะ มันก็เป็นเรื่องน่าสนุกและท้าทายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ที่คุณจะได้รู้ว่าคุณมีความสามารถแค่ไหนที่จะดึงเอาอารมณ์และการสื่อสารที่ น่าสนใจออกมาจากบทสนทนาที่สุดแสนจะน่าเบื่อที่คุณได้รับมาในตอนแรก..

ในทางกลับกัน ถ้าหากบทสนทนาที่คุณได้รับมอบหมายให้ animate มันมี operative word เต็มไปหมดให้คุณได้เลือกใช้ คุณก็ควรจะเลือกเอาออกมาใช้ หรือ เน้นแค่หนึ่งหนือสองคำ ยกเว้นว่า scene ที่คุณกำลัง animate เป็นเรื่องของ character ที่เป็นบ้า โรคจิต แล้วพูดเร็วเป็นจรวด แล้ว style งานชิ้นนั้นก็เป็นแบบแหวกแนวพิลึกพิลั่น มันก็เป็นไปได้ว่าคุณก็อาจจะต้องปรับความคิดสร้างสรรค์ในการ animateให้มากว่าปกติ (ซึ่งก็จะทำให้มึนตึ๊บได้เพราะความแน่นขนัดอัดเต็มไปด้วยความคิดประมาณสาม ร้อยล้าน idea ที่ต้องการใส่ให้ได้ในหนึ่ง scene) และผลที่ได้ก็คือ คุณกำลังเสี่ยงให้ตัวละครของคุณดู overact และ scene ของคุณก็ซับซ้อนยุ่งเหยิงและคนดูก็จะตามไม่ทัน จับไม่ถูกว่าคุณต้องการจะสื่ออะไรกันแน่เพราะอะไรๆ ก็เยอะไปหมด

เพราะฉะนั้น จงเลือก operative word อย่างระมัดระวัง!

และ… อย่างเคย… ขอให้มีความสุขกับการทำ 3D Animation ครับ!!

  • (2) Comments
  • (0) Trackbacks
  1. saberm02-11-11

    งวดนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง Acting ด้วย งั้นข้าพเจ้าขอเสนออีก 4 คำ
    Objective คือความต้องการของตัวละคร
    Subtext คือความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในประโยคที่พูด อาจจะตรงหรือต่างกับประโยคโดยสิ้นเชิงก็ได้
    Motivation คือแรงจูงใจของตัวละคร
    Situation คือสถานการณ์

    ประกอบสิ่งเหล่านี้ลงในงาน Animate ด้วยจะช่วยให้ตัวละครของเรามีชีวิตขึ้นมาได้น่ะครับ

    (reply)
  2. Animatable02-11-11

    ขอบคุณครับ บทความดีๆ

    (reply)

Leave a Reply

Click here to cancel reply.


Popular Posts

  • ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ
    04-16-2012
  • มาแล้ว..จะไปแล้ว!!?!? มาแล้ว..จะไปแล้ว!!?!?
    06-24-2011
  • Animate ให้ไว .. อย่าเพิ่งใส่ใจ Animate ให้ไว .. อย่าเพิ่งใส่ใจ "ขา"
    07-4-2011
  • แฉคลิ๊บ(ไม่)ลับของ แฉคลิ๊บ(ไม่)ลับของ "หนู"!!!
    07-20-2011


Recent Posts

  • สบโอกาส(จะ)ได้พบ John Cassaday สบโอกาส(จะ)ได้พบ John Cassaday
    05-18-2012
  • A Shadow of Blue A Shadow of Blue
    05-12-2012
  • ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ ส่ง Animation ประกวด OIAF 2012 กันเถอะ
    04-16-2012

Meta

  • Register
  • Log in
  • Entries RSS
  • Comments RSS
  • WordPress.org


© 2009 The Animania. All Rights Reserved
  • Home
  • Pink’s biography
  • Sitemap
  • Contact