วิธีสร้าง “ชีวิต” ให้กับตัวละครในอนิเมชั่น
วันก่อนได้ไปอ่านเจอบทความดีเกี่ยวกับ Animation มาล่ะ วันนี้เลยว่าจะเอามาเล่าให้ชาว The Animania ทุกคนได้ฟัง
บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์ Mr.Mike Gasaway ซึ่งเป็นอาจารย์สอน 3D Animation อยู่ที่ Animation Mentor แต่โดยอาชีพแล้วเค้าก็เป็นทั้งผู้กำกับ/เขียนบทและเป็น producer ด้วยในตัวคนเดียว… ควบหลายตำแหน่งจริงๆ รวยแย่เลย (อิ อิ ขอแอบแซวหน่อยเถอะ)
ซึ่งโดยส่วนตัว.. มองว่าการ “สร้างชีวิต” ให้กับตัวละครเป็น “โจทย์” สำคัญมาก เพราะว่าเรากำลังทำงานอยู่กับสิ่งไม่มีชีวิต การทำให้คนดูเชื่อว่าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตอยู่จริงๆ จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่เราเหล่าคนทำ Animation ต้องบรรลุให้ได้
เพราะฉะนั้นในบทความที่เอามาแบ่งให้ได้อ่านกันนี้เนี่ย.. ที่เค้าพูดถึงว่าจะทำยังไงให้ตัวละครของเราดูมีชีวิตมากขึ้น? ตัวเองจึงถือว่าเป็นเคล็ดลับสำคัญที่น่าจำไปใช้ และนี่คือข้อแนะนำดีๆจากคุณ Mike Gasaway เค้าล่ะ…
… “ชีวิต”ที่เกิดขั้นในโลก Animation หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดที่ตัวละครของเรากำลังประสบอยู่ เราต้องสื่อให้ได้ว่าตัวละคร “คิดอะไร”ในขณะที่ประสบเหตุนั้น แล้วเขามี “ปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือ React อย่างไร” กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาในขณะนั้น
ทั้งหมดทั้งมวลมันจึงอยู่ที่เราต้องพยายามทำให้ตัวละคร…
“คิด” ก่อนที่จะ “ลงมือทำ”
เราต้องทำให้คนดูเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าตัวละครกำลังโต้ตอบ(React)กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา เช่นว่า ถ้าตัวละครกำลังจะทำอะไรซักอย่าง เราก็ต้องทำให้เหมือนว่าตัวละครกำลัง “คิด” ว่า “ฉันต้องการทำอย่างนี้” แล้วค่อยให้เขาลงมือทำ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็ลุกมาทำโน่นนี่ เพราะถ้าอยู่ๆก็ลุกมาทำ…ตัวละครของเราก็จะดู “ไม่มีชีวิตจิตใจ” ซึ่งก็จะมีผลทำให้งานทั้งชิ้นดู “ไม่สมจริง”
อีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าถึงตัวละครมากขึ้น และช่วยให้เราคิดออก ว่าตัวละครของเราจะ React กับเหตุการณ์หนึ่งๆอย่างไร ก็ด้วยการลองพยายามนึกดูว่า … ตัวะครของเรา “รู้สึกอย่างไร” กับเหตุการณ์ที่เกิดกับเขาในขณะนี้?
ตัวละครรู้สึกลังเลที่จะทำสิ่งนี้รึเปล่า? จริงๆแล้วเขา “ถูกบังคับ”ให้ทำแต่ต้อง “แกล้งทำเป็นว่าเต็มใจ” ทำรึเปล่า? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่เราน่าจะลองถามตัวเองดูก่อนที่จะเริ่ม Animate เพราะถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ มันจะช่วยให้ตัวละครของเรามีเลือดเนื้อชีวิตจิตใจของตัวเอง แบบไม่ถูกยัดเยียดว่าต้องทำนั้นนี้นู้นไปเรื่อยเปื่อย
แล้วงั้นเราจะใส่ “ห้วงความคิด” ให้ตัวละครได้ยังไงล่ะ?
วิธีที่ง่ายที่สุดคือใส่ลงไปที่ “ดวงตา” ก็เหมือนกับวลีที่ว่า “ดวงตาเป็นหน้าตาของดวงใจ” ในที่นี้ “ดวงตาก็เป็นประตูสู่ห้วงความคิดของตัวละคร” เช่นกัน เดี๋ยวนี้มันมีหนังสือเยอะแยะที่สาธยายเกี่ยวกับ “ภาษาร่างกาย” (Body Language) เพราะงั้นในที่นี้ผมขอบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า “ภาษาลูกตา” (Eyeball Language) ละกัน ภาษานี้เป็นภาษาที่จะอธิบายเรื่องประเภทว่า “คนโกหกจะมองลงพื้นเพราะไม่กล้าสบตาตรงๆ แต่ถ้าคนนั้นไม่มีเจตนาจะโกหกแต่แค่ไม่รู้คำตอบจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าที่จะบอกตรงๆ ว่าไม่รู้คำตอบ… คนๆนั้นจะมองขึ้น (ราวจะว่าพยายามมองหาคำตอบจากอากาศ) หรือว่า การที่เรามองไปรอบๆ ห้องก็อาจสื่อถึงความกลัวหรือกังวล รวมถึงเวลาที่เราตื่นเต้นมากๆ ตาเราก็อาจจะจ้องเขม็งไปยังสิ่งที่กำลังดึงความสนใจของเราอยู่ เพราะเราไม่อยากจะพลาดสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”
ขอยกตัวอย่างง่ายๆให้เห็นว่า “ดวงตา” มี “พลังในการสื่ออารมณ์” มากขนาดไหน ผมเคย animate shot หนึ่งที่ตัวละครจะต้องรู้สึกสงสารตัวละครอีกตัวจับใจ แต่ไม่อยากแสดงออกให้เห็นว่ากำลังรู้สึกเห็นใจมากขนาดไหน สิ่งที่ผมทำคือ ทำให้ “ดวงตา” เป็นสิ่งสุดท้ายที่ “มอง” ตัวละครอีกตัว โดยที่ผมทำให้ช่วงลำตัวของเข้าหันเข้าหาตัวละครอีกตัวก่อน แล้วค่อยหันหน้ามาช้าๆ (ซึ่งระหว่างนั้นตายังมองลงต่ำอยู่)แล้วหลังจากนั้นท้ายที่สุดค่อยเหลือบตาขึ้นมามองตัวละครตัวนั้น
เพราะฉะนั้น.. สิ่งที่จะเพิ่มชีวิตให้กับตัวละครของคุณคือ สิ่งเหล่านี้…
“คิด.. รู้สึก.. React (โต้ตอบ)”
และท้ายสุด พี่แกก็ตบมุขว่า ไอ้คำศัพท์เทคนิคที่พี่แกตั้งขึ้นมาเองว่า “ภาษาลูกตา” หรือ Eyeball Language น่ะกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการนะ อย่าเพิ่งเอาไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า
นี่คือปากคำ เอ้ยย.. คำสัมภาษณ์ของผู้มีประสบการณ์ด้าน Animation ที่เค้าแนะนำมา อย่าลืมเอาไปใช้เวลาทำงานกันนะจ๊ะชาว Animania ทั้งหลาย












แสดงว่าคนทำอนิเมทต้องรู็อะไรแนวๆนี้ด้วยสินะ
จิตวิทยา XD