รู้จักกับ “Keko”… ตอนที่ 2
ถึงทำงาน 3D Animation ระดับโลก … แต่หัวใจเป็นไทย
ยินดีต้อนรับกลับสู่ The Animania Interview อีกครั้ง ครั้งที่แล้วเราได้รู้จักกับประวัติและประสบการณ์ของ Keko กันไปแล้ว ตอนนี้หลายๆ คนคงรู้แล้วว่า ที่จั่วหัวไปว่า “คนวงการ 3D Animation … ใครไม่รู้จัก Keko ถือว่าเชย” นั่นน่ะ ไม่ได้เกินจริงเลย ก็ในเมื่อมีประสบการณ์ขนาดนี้ก็ต้องเป็นที่รู้จักชื่นชมเป็นธรรมดา เพียงแต่พอคุยถึงตรงที่ว่า มีโอกาสได้ร่วมงานกับ Animation Studio ระดับโลกขนาดนั้นแล้ว The Animania ก็สงสัยเหมือนกับหลายๆ คนคนแหละว่า ..ทำไม “Keko” ถึงตัดสินใจกลับมาประเทศไทย?
“ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เป็นคนอยากอยู่เมืองนอกอยู่แล้วนะ ถึงไม่เคยคิดอยากอยู่เมืองนอกแต่ก็ไปชีวิตเมืองนอกมาตั้ง 6 ปี <หัวเราะ> ก็นานพอสมควร รวมเรียน รวมอะไรด้วย แต่ที่เมืองไทยพี่จั๊กก็เป็นตัวอย่างนึงที่เค้าสามารถ set studio ได้โดยเอาระบบจากเมืองนอกมาทำ ทำให้คนที่เก่งๆที่นี่ ที่ไม่มีโอกาสไปเมืองนอกได้มีโอกาสทำงานของเมืองนอก คือ ผมก็รู้สึกว่าดีจังเลย อยากทำยังงี้บ้างจังเลย แล้วก็บังเอิญมีโอกาสได้เปิดสอน ก็เลยทำให้ผมได้เจอคนเยอะ แล้วการสอนผมก็ได้ประสบการณ์อีกแง่นึงที่ต่างจากการทำงาน คือทำงานก็ดีนะครับสนุก ก็ไม่เครียด แต่ว่าพอกลับมาได้เปิดสอน ได้เจอคนเยอะ ได้ทำโปรเจคของตัวเอง ได้รู้จักคน ก็ท้าทาย ผมไม่ได้ยืดติดว่าต้องทำบริษัทใหญ่นะ ผมว่าอยู่ที่ผลงานมากกว่า เพราะเพื่อนที่ทำงานอยู่โน่น ก็ยังบอกว่าถ้าเราตั้งใจทำ Animation จริงๆ ต่อให้เราไม่ได้เข้าทำ feature แต่ผลงานของเราก็ดีกว่าทำงาน feature ได้ แต่ feature มันก็ได้อะไรเยอะจริงๆ นะครับ คนที่อยู่จุดนั้นก็ต้องเป็นคนที่เก่งจริงๆ แต่อยู่ที่ไทยก็เรียนรู้อะไรในด้านที่เมืองนอกไม่มีได้ แต่ถ้าถามว่าอยากกลับไปมั้ย ก็ยังคิดอยากกลับไปอยู่ แต่ก็อยู่ที่โอกาสด้วย เพราะตอนนี้ผมก็มีอะไรที่ต้องดูแลทางนี้ ถ้าหากเป็นโปรเจคๆ สั้นๆ ไปๆ กลับๆ ก็คงพอได้”
ในเมื่อมีประสบการณ์ได้ร่วมงานกับ Animation Studio ระดับโลกมาตั้งหลายแห่ง อยากรู้แล้วสิว่าประทับใจอะไรกับการฝึกงาน และทำงานในที่เหล่านี้บ้าง?
“บรรยากาศของ Pixar เป็นที่ที่ผมชอบมากที่สุดครับ คือมันมี theme ของแต่ลออฟฟิศที่ไม่เหมือนกัน บางคนก็ทำงานอยู่ใน Jungle Pot ก็เหมือนเป็นป่ามีนกมาคอร์อยู่ในนั้นด้วย ตอนผมเป็น intern ผมอยู่ Zone Indiana Jones วันแรกที่เข้าไปก็โดนรับน้องให้ใส่ headband สีส้มแปร๊ดๆ ตลอดทั้งวัน <หัวเราะ> (มีรับน้องด้วย?!?!!) มีครับ เด็กใหม่โดนทุกคน <หัวเราะ> รุ่นก่อนหน้าผมให้ใส่ชุดนักโทษเดินไปเดินมา (งั้นก็ยังดีที่โดนแค่ head band?) แต่ก็น่าเกลียดเหมือนกันนะ <หัวเราะ> เดินหิ้วถุงชา กาแฟ เผื่อเค้าสั่งให้เสริฟ <หัวเราะ> แต่มันก็สร้างสัมพันธ์ระหว่างรุ่นดีครับ เหมือนมหาลัยในไทย แต่คือดีครับ พอมันเป็นบริษัทใหญ่เค้าก็มี benefit ให้กับพนักงานดีครับ มีห้องซีเรียล ที่มีซีเรียลทุกชนิด มีห้องสลัด มีโรงอาหารที่เปลี่ยนอาหารทุกวัน พาสต้า ซูชิ อะไรแบบนี้ครับ แต่เอาเข้าจริงคนกินทุกวันก็เบื่อแหละครับ ขับรถออกไปกินข้าวข้างนอกทุกที มีฟิตเนส มียิม มีชมรม ดูแลสวัสดิภาพพนักงานดีครับ (แล้วที่อื่นเป็นยังงี้มั้ย?) คือที่อื่นผมทำงานแล้วไงครับ เลยไม่มีแบบนี้ ที่นี่ผมเป็น intern แต่จริงๆ Disney ก็ไม่เป็นนะ ก็ธรรมดา ที่อื่นก็ออกแนวทำงาน จริงจังหน่อย แต่ก็ดีครับได้ทำโปรเจคใหญ่ สถานที่ก็ดีครับ” (แปลว่าที่ที่สนุกสุด ประทับใจสุดคือที่ Pixar?) “Pixar สนุกสุดในแง่ความฝันที่ว่าเราได้มาถึงจุดนี้ เพื่อนเยอะมาก ทำงานเฮฮา ตลก campus ดี แต่ไม่ใช่ที่อื่นไม่สนุก ที่ Sony ก็สนุก เพราะว่าเราทำงานจริงจัง เราได้พิสูจน์ตัวเอง ได้รับ shot มาทำ ก็ทำให้เราได้พัฒนา เราก็สนุกที่ได้พัฒนา มันก็เลยสนุกคนละแบบ สนุกขึ้นเรื่อยๆ ครับ”
อยู่ที่โน่นตั้งหลายปี ทั้งเรียน ทั้งทำงาน มีอุปสรรคอะไรบ้าง?
“ช่วงแรกๆ ที่ไปภาษาก็เป็นอุปสรรคนิดหน่อย แต่ดีตรงที่ทางโรงเรียนเค้าสนับสนุนเด็กต่างชาติ อัตราส่วนเด็กต่างชาติพอๆกับเด็กอเมริกันเลย เค้าก็มีสอนภาษาก่อนที่จะเข้าเรียน แล้วเค้าก็มีคนที่คอยอยู่หลังห้อง เป็นอาจารย์สอนภาษามาคอยช่วย ที่โน่นเค้า support เด็กต่างชาติมากทีเดียวเลย เพราะฉะนั้นถึงเรื่องภาษาถึงจะมีปัญหาบ้างแต่ก็ไปได้ แต่จริงๆ ตอนนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่นะ” <หัวเราะ>
“ส่วนอุปสรรคในแง่ก้าวสู่วงการก็คงจะเป็นที่ Disney ล่ะมั้งครับ เพราะเป็นประตูบานแรกยากที่สุด คือกว่าผมจะได้งานที่ Disney ผมส่ง Demo Reel เยอะมากนะครับ แต่โชคดีที่เราก็ได้บริษัทใหญ่ คือนั่นคือที่ยากที่สุดเพราะเป็นครั้งแรก แต่พอได้ครั้งนึงแล้วครั้งที่สองที่สามก็ไม่ยากมาก ครั้งแรกสุดมันยากก็เพราะว่าเราไม่รู้ระบบด้วย ความใหญ่ของเค้าเป็นยังไง คือมันก็ต่างจากที่ไทยอยู่แล้ว เราต้องเรียนรู้ system เค้า เราต้องมี Calendar เลยว่าวันนี้เราต้องทำอะไรๆ เราก็ต้องเรียนรู้พวกนั้น แล้วที่ Disney สอนผมเกือบหมดทุกอย่างเลยตอนที่อยู่ที่นั่น พอไปอยู่ Pixar ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่แล้ว อาจจะต่างกันแค่ที่หน้าตาโปรแกรม หน้าตาการ meeting แล้วพอไป Blue Sky ก็ได้ทำงานจริง คือ Blue Sky นี่ก็อุปสรรคเหมือนกัน เพราะว่าเราได้ทำงานครั้งแรกแบบจริงๆ จังๆ เพราะสองที่แรกก็แค่ฝึกงาน ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ แต่ที่ Blue Sky นี่คือ งานเราต้องฉายบนจอแล้ว มันกดดันบ้าง คือ เครียดนิดนึง ว่าเราต้องทำให้ดีนะ กลัวว่างานเราไม่ดี เพราะที่เราเห็นบนจอเรามันก็สวยจริงๆ เราก็กดดันนิดนึง”
(อันนี้ถามเพราะอยากรู้เอง… สตูดิโอที่โน่นเค้าใช้โปรแกรมอะไรกัน?)
“ที่ Disney ใช้ Maya, ที่ Pixar ใช้โปรแกรมของเค้าเอง แล้วก็ที่ Blue Sky กับ Sony ก็ใช้ Maya ครับ”
(คิดไว้ตั้งแต่แรกมั้ยว่าจะกลับมาทำ Studio กับโรงเรียน?)
“เรื่องสอนนี่คิดไว้ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่โน่น เพาะว่าเราไปเรียนที่โน่น เราได้รู้อะไรจากที่โน่นมา ก็คิดอยู่เสมอว่าจะเอาสิ่งที่ได้มาสอนแน่นอน อยากคืนอะไรให้กับประเทศบ้าง”
“ส่วนเรื่อง Studio นี่ไม่ได้คิด คือตอนที่ผมอยู่ที่อเมริกาผมก็ได้มีโอกาสสอน online ด้วย สอนตามมหาลัยที่โน่น คราวนี้ก็มาสอนที่นี่ ก็ดีนะครับ แต่กว่าจะได้มาสอนจริงๆ จังๆ ก็หลังจากทำ Cloudy เสร็จกลับมา ก่อนหน้านี้ช่วงอยู่ The Monk ได้สอนในบริษัท ตอนนั้นเค้ามี The Monk Apprentice ที่เค้าเปิดให้คนนอกเข้าไปเรียนได้ ซึ่งก็จะมีหลายๆ ส่วนทั้ง Apprentice Animation, Apprentice Modelling, Apprentice Rigging ซึ่งเราก็ไม่ได้สอนโปรแกรม ส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์งานมากกว่า ผมเองก็อยากรู้ว่าแบบนี้มันจะเอามาประยุกต์ใช้กับที่ไทยได้มั้ย ปรากฏว่าก็ใช้ได้นะ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนที่ทำงานที่นี่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ คือเมื่อก่อนคนจะคิดว่าคนไทยคงรับกับการคอมเม้นท์งานหรือวิจารณ์งานไม่ได้ แต่ผมว่าไม่จริง สมัยนี้ผมสอนมาผมก็เห็นว่าปกตินะ ก็เหมือนคุยกับเพื่อนที่โน่นเค้าก็รับงานแล้วก็แก้งานตามปรกติแล้วก็ค่อนข้างอยากแสวงหาความรู้ด้วย ทำให้เรามีใจที่อยากจะสอนมากขึ้น”
(แล้วตอนที่เปิดสอนให้คนภายนอกครั้งแรกกระแสเป็นยังไง?)
“ได้รับการตอบรับดีมากครับ คนสนใจเยอะมาก รุ่นแรกเรียนเยอะ แต่กว่าจะเริ่มสอนก็คิดระบบสอนอยู่พักใหญ่เลยนะ แล้วก็ให้ทีมงานที่ The Monk ที่เคยทำงานด้วยกันมามาช่วย Set Course ขึ้นมา ก็มีบางบริษัทที่เค้าให้ผมไปบรรยาย ไปสอนผมก็ได้ทำ lecture ขึ้นมาหลักสูตรนึง ก็เจอข้อผิดพลาดบ้างก็ค่อยๆ ปรับกันมาเรื่อยๆ เพราะเราก็ไม่รู้ระดับเหมือนกันว่าคนรับได้ระดับไหน แล้วก็ที่สำคัญคือ เราก็โชคดีตรงที่ว่า คนที่เรียนกับเรารุ่นแรกกับรุ่นสองเป็นคนที่สนใจจริงๆ จังๆ คือคนที่ทำงานอยู่ แล้วพอเวลาเรียนเนี่ยคนเรียนก็สอนเราด้วยนะ เค้าสอนว่าให้เราสอนยังไง มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าอะไรที่ควรจะสอนก่อนหลัง แล้วก็สอนตัวเองด้วยว่า สิ่งนี้ควรจะพูดถึงนะไม่ควรจะข้ามไปอะไรแบบนี้ ตอนรุ่นหนึ่งรุ่นสองก็สำเร็จด้วยดีครับ พอรุ่นสามก็เป็นรุ่นแรกที่มีนักศึกษามาบ้าง ก็โอเค แต่เราก็ต้องปรับเรื่องการบ้าน เพราะเราก็ได้บทเรียนจากรุ่นหนึ่งรุ่นสองมาว่าการบ้านยากไปบ้างหรือเยอะไปบ้าง เราก็เอามาปรับ พอมารุ่นสี่เป็นรุ่นที่มีผู้สนใจทั่วไปเลย ไม่เคยจับ Animation เลยก็มี แต่เค้าก็พอทำได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าได้หลาย level มาก แม้กระทั่งคนที่เรียน 2D ก็มา เพราะเวลาเราสอนเราไม่ได้อิงกับโปรแกรมอะไรเลย เพราะเราสอนการมอง ความคิด สอนคำศัพท์ที่ใช้ คือเหมือนเวลาเราจะคุยอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานใน field เดียวกัน เราก็ควรจะรู้จักภาษาเดียวกันให้ได้ก่อน ผมไม่อยากจะเปิดมาเพื่อจะสอนๆ โดยแค่ใช้ชื่อว่าเราว่าเคยทำงานที่โน่นที่นี่มา แต่ว่าหลักสูตรไม่แน่นจริง อย่างนั้นผมก็ไม่อยาก แต่ตอนนี้พอเปิดมาได้ซักพักแล้วผมก็เห็นว่าหลักสูตรเราก็ใช้ได้นะ มีผลงานของนักเรียนให้เห็นแล้วเนี่ย ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วว่าจะเปิดเป็นโรงเรียนจริงๆจังๆ ข้อดีของการเปิดสอนแบบนี้ก็คือ เฉพาะคนที่สนใจมากๆ ถึงจะลงเรียน แสดงว่าเค้าก็พร้อมที่จะเรียนมากกว่าที่จะโดนบังคับให้เรียน เพราะฉะนั้นจะสอนอะไรเค้าก็รับหมด”
นั่นไงล่ะ เห็นรึยังว่า Animator ไทยคนเก่งคนนี้ น่าชื่นชมจริงๆ .. อันนี้ The Animania ขอปรมมือดังๆ ให้ด้วยใจจริง สำหรับเจตนาและความตั้งใจดี ที่ได้นำความรู้มาแบ่งปันให้กับคนไทยอื่นๆ ที่สนใจ 3D Animation รวมถึงได้ให้โอกาสทั้งคนที่ทำงานอยู่ในวงการ 3D Animation ไทยในปัจจุบัน และเด็กจบใหม่ที่ใฝ่ฝันจะเข้าวงการ ได้เรียนรู้และศึกษาระบบงานแบบ International ไปด้วย … คนเก่งแบบไม่กั๊กแบบนี้ The Animania ขอสนับสนุนสุดใจ เจ้าค่ะ!!





เปิดเป็นโรงเรียนเมื่อไหร่ ไปลงเรียนด้วยแน่นอนครับ
^ ด้วยคนครับ ตอนนี้อยากเรียนมว๊ากกกก
รับปากว่าจะคอยไปสอบถามรายะเอียดเรื่องโรงเรียนของตุลย์มาให้ แล้วคืบหน้ายังไงจะมารายงานนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ (*^_^*)